คำถามที่ว่า ทำไมต้องใช้ Server ไม่ใช้ PC เป็นคำถามยอดฮิตขององค์กรที่มีงบประมาณค่อนข้างต่ำ หรือแม้แต่บางองค์กรใหญ่ๆ ก็มักจะคิดว่าการซื้อ Server เป็นเรื่องเกินความจำเป็น

เพราะ PC ก็รันได้ อัดแอร์ให้ 24 ชม. หน่อย แต่วัตถุประสงค์เป็นหลักๆ ของเซิฟเวอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามหน้าที่ คือ

1. บริการด้านเทคนิค กับ บริการด้านผู้ใช้ บริการด้านเทคนิค คำนี้อาจจะดูยากๆสักหน่อยสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค บริการทางเทคนิคที่ว่า ได้แก่ DHCP Server, DNS Server เป็นต้น ซึ่งหน้าที่เหล่านี้ ก็เพื่อให้องค์ประกอบของเน็ตเวิร์คสมบูรณ์ หรือเกิดเป็นระบบที่เกื้อกูลกันภายในเน็ตเวิร์ค จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมี Server ใช้ภายในบริษัท ?
2. บริการด้านผู้ใช้ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ Files Server สำหรับเก็บไฟล์เอกสารหรือไฟล์ข้อมูล และมักพบได้บ่อยในทุกทุกบริษัท ที่จำเป็นต้องใช้เอกสารร่วมกัน ยิ่งถ้าหากข้อมูลที่มี มีความสำคัญกับกิจการ และต้องการความปลอดภัยให้กับข้อมูล การนำข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Files Server เพื่อให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา เสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centralized Disk Storage) และจัดการให้ผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว ทำให้ง่ายต่อการควบคุมและบริหาร ง่ายต่อการสำรองข้อมูล เพราะสามารถจัดทำเพียงที่เดียว

บริษัท SME เล็กๆ ที่ใช้ Server มีความแตกต่างในอุปกรณ์ และระบบต่างๆ คล้ายกับ Pc และราคาที่ไม่ต่างกันมาก สำหรับ Server ขนาดเล็กๆเท่านั้น แต่ PC กับมีอายุไม่ยืนยาว ส่วน Server พอใช้ไปสัก 5-6 ปี Server ถึงจะเริ่มมีปัญหาก็เริ่มรู้ว่า ซึ่งปัญหามันก็มีการแจ้งเตือน ตามระดับความเสียหาย ซึ่งมันช่วยได้มากจริงๆ จนต้องเริ่มคิดถึงการลงทุนด้าน Server มากขึ้นเพราะ ความคุ้มค่าและความสะดวก


 

แล้ว PC กับ Server ต่างกันตรงไหน

  1. Alert ต่างๆ :  Server บางรุ่น สามารถบอกให้คุณได้รู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์กำลังจะเสีย เสียชิ้นไหน เสียตัวที่เท่าไร ลองนึกภาพ หากคุณใส่ Memory ไปทั้งหมด 4 แถว แล้วเกิด Memory เสีย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ถอดออกทีละแถว แล้วรันดูว่าอันไหนเสีย แต่เทคโนโลยี่ Server บางยี่ห้อ สามารถกดปุ่มใน board แล้วขึ้นไฟบอกได้เลยว่า Memory แถวไหนเสีย หรือหาก Harddisk กำลังเสีย วิ่งด้วยความเร็วผิด Speed ก็จะแจ้งเตือนที่หน้าเครื่องว่ากำลังจะเสีย สิ่งนี้คุณจะไม่พบได้เลยใน PC
  2. Mainboard Board Server ถูกออกแบบมาให้รันได้ตลอด 24 ชม แต่ PC ไม่ใช่อย่างนั้น ส่วน Slot ต่างๆก็จะแตกต่างกัน Server โดยส่วนใหญ่จะ Onboard พวกการ์ดจอ และก็เช่นกัน มักไม่มี Sound Card ทั้งที่เพราะส่วนใหญ่นำ Server ไว้ share file รัน application
  3. Power Supply : Power Supply นั้นเป็นส่วนสำคัญ เป็นระบบจ่ายไฟของทั้งระบบ สำหรับตัวนี้นั้นสำหรับ Server ก็เช่นกัน ถูกออกแบบมาให้เปิดใช้งานได้ตลอด 24 ชม เท่าที่ผมเคยซื้อ มันตัวนึงก็ 5 พันกว่าบาทได้ นี่แบบถูกๆเลยนะ แต่เราจะเห็นว่า Power Supply PC มันลูกละ 150 บาทได้มั้ง เห็นว่ามันต่างกัน  บางคนใช้ PC แล้ว Power Supply ไหม้ ส่งผลถึงข้อมูลระบบ มันละลายลงไปโดน mainboard ทำให้ harddisk พังข้อมูลพัง จบเลยงานนี้ ดังนั้นท่านต้องคิดแล้วล่ะว่าข้อมูลท่านสำคัญมากน้อยแค่ไหน
    อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับ Server นั้นมีหลายรุ่นที่มี Reduntdant Power Supply นั้นคือ มันมี Power Supply 2 ตัวในเครื่องเดียว ป้องกัน Power Supply พัง แล้วยังเป็น Hot swap ด้วย นั้นคืออันไหนพังเราก็ดึงออกได้เลย โดยไม่ต้องปิดเครื่อง แล้วเสียบเข้าได้โดยไม่ต้องปิดเครื่องเช่นกัน ก็จะไม่มี Downtime
  4. CPU : CPU สำหรับ Server เองที่อยู่ในระดับสูงนิดนึงก็จะมี XEON Processor เป็น Server ที่สำหรับ Server ใส่ได้ตั้งแต่ 2 ตัว 4 ตัว 8 ตัว 16 ตัว แล้วแต่ Mainboard จะเห็นว่าหากคุณรันงานหนักๆ คงไม่มีทางที่จะเอา CPU Pentium เพียงตัวเดียวมาทำงาน งานบางงานระดับ Software House ก็ใช้ Server ตัวนึงเป็นล้านๆ แต่ถามว่าแม้เป็นล้าน มันก็ทำงานได้หลายล้านเช่นกัน สรุปคือ CPU มีจำนวนที่ใส่ได้มากกว่า แล้วสามารถรองรับ Application ที่รันหนักๆได้อย่างดี
  5. Memory : Server จะใช้ Memory ที่เรียกว่า ECC Memory จะเป็น Memory ที่มีระบบป้องกันการส่งข้อมูลผิดพลาด อีกทั้ง Memory สำหรับบางยี่ห้อที่เป็น Chipkll คือเป็นเหมือน Mirror Memory เลยทีเดียว คือ หากคุณมี Memory 4 แถว เกิดพังไป 1 แถว ถ้าเป็น PC รันไปถึง Memory ตัวนั้นก็คงแฮงไปเลย แต่ Server ไม่พังคับ ก็ยังรันต่อไปได้ โดยไม่มีสะดุด
  6. Hard Drive : สำหรับ PC เราคงรู้จัก  Serial ATA (SATA)  แต่สำหรับ Server นั้นจะสามารถใช้งาน SCSI ได้ ซึ่งเป็น Harddisk ที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ แล้วยังมีเทคโนโลยี่ใหม่เรียกว่า SAS (แซด) ฟังดูเศร้าๆ แต่ก็เป็นเทคโนโลยี่ของ SCSI ใหม่ที่ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นไปอีก
  7. RAID Controllerใน Server นั้น RAID มีความสำคัญมาก เลยมีเทคโนโลยี่ RAID เพื่อช่วยป้องกัน Harddisk พัง ซึ่งจะทำให้มี Harddisk ที่พร้อมทำงานแทนตลอดเวลาเมื่อลูกใดลูกหนึ่งพัง ทำให้ไม่ต้องมานั่งกู้ข้อมูล Restore กันให้วุ่นวาย รวมถึง RAID ยังสามารถทำให้ประสิทธิภาพในการเรียกใช้งาน Harddisk ทำได้เร็วขึ้นด้วย ก็มีเช่นกัน ดังนั้นทำให้หลายองค์กรก็เลือกใช้ RAID เพื่อป้องกันข้อมูลที่สำคัญของตนเอง ไว้ผมจะเขียนเรื่อง RAID ให้ว่าแต่ละ RAID ต่างกันอย่างไรมันมีตั้งแต่ RAID 0,1,5,0+1,10 สารพัด RAID


ในแง่การลงทุน ราคาเซิร์ฟเวอร์แพงไหม ?

สมัยก่อน SMEs ขนาดเล็กจะลงทุนเซิร์ฟเวอร์สักตัว ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะราคาเฉพาะตัวเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียวก็ไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นบาท แต่ปัจจุบัน ราคาเซิร์ฟเวอร์รุ่นเล็กๆ มีราคาไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งราคาถูกกว่าคอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกมส์ด้วยซ้ำ เมื่อลงทุนแล้ว เทียบกับค่าเสื่อม 5 ปี แลกกับความปลอดภัย ความมีเสถียรภาพของระบบ และเมื่อเฉลี่ยต่อเดือน ถือว่าคุ้มมากครับเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหา งานก็ต้องหยุดชั่วคราว แต่ถ้าข้อมูลถูกจัดเก็บที่เซิร์ฟเวอร์ การกู้คืนให้ระบบกลับมาทำงานได้ ทำได้โดยง่ายและรวดเร็ว
รู้อย่างนี้แล้วยังอยากจะเก็บข้อมูลกระจัดกระจายไปตามเครื่องผู้ใช้อีกหรือปล่าวครับ…
เราจำหน่ายและติดตั้งเครื่องเซิฟเวอร์ทุกชนิด
สนใจสั่งซื้อ Server ดูได้ที่ Intel Server
ดูข้อมูลของ Intel Server

Asadawut Taveesiriwet

Comments

comments