SSD : Solid State Drives คืออะไร?

SSD เป็นการใช้ชิปหน่วยความจำเก็บข้อมูลแทนจานแม่เหล็กในฮาร์ดดิสก์ ใช้หลักการเดียวกับ FlashDrive ซึ่งทำให้มีข้อดีตรงที่มีความเร็วสูงกว่า HDD ทั่วไปมาก ซึ่ง SSD จะมีส่วนประกอบสำคัญเพียง 2 ส่วน คือชิปหน่วยความจำกับชิปคอนโทรลเลอร์สำหรับควบคุมการทำงานของ SSD

SSD นั้นผลิตได้ 2 แบบ คือ
1. NOR Flash (หน่วยความจำจะถูกเชื่อมต่อกันแบบขนาน ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ อ่านข้อมูลเร็วมาก แต่ มีความจุต่ำ และราคาแพงมาก)
2. NAND Flash (เป็นแบบเข้าถึงข้อมูลทีละบล๊อก ทำให้มีความจุสูง ราคาถูก) เป็นระบบเดียวกับ FlashDrive ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีราคาถูกกว่า ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท

– Single-Level Cell (SLC) : ในแต่ละเซลเก็บข้อมูลได้ 1 บิต ทำงานเร็ว กินพลังน้อย และมีอายุการใช้งานนาน (เขียนได้ 1 แสนครั้งโดยประมาณ) แต่มีราคาสูง
– Multi-Level Cell (MLC) : 1 เซลเก็บข้อมูลได้มากกว่า 1 บิต (ปัจจุบัน 1 เซลเก็บได้ 2 บิต และอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้เก็บได้มากขึ้นเรื่อยๆความเร็วต่ำกว่า ใช้พลังงานมากกว่า SLC เขียนได้ ไม่เกิน 1 หมื่นครั้ง แต่มีราคาถูก)

ข้อดีของ SSD

– ใช้เวลาเข้าถึงข้อมูลน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์มาก เพราะไม่มีหัวอ่าน ไม่มีจานแม่เหล็ก ไม่ต้องหมุน สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เลย ปัจจุบัน SSD มีความเร็วในการอ่านถึง 800 MB/s และเขียนที่ 600MB/s ซึ่งเร็วกว่าฮาร์ดดิส์ทั่วไปถึง 10 เท่า และสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล
– เงียบ เพราะไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้เหมือนอาร์ดดิสก์
– ทนแรงกระแทก การสั่นสะเทือน พลังงานแม่เหล็ก และอุณหภูมิที่สูงกว่า
– น้ำหนักเบา
– ที่สำคัญ ปัญหาเรื่อง การกระจายของไฟล์ (File Fragmentation) ไม่มีผลต่อ ความเร็วของ SSD อีก

ข้อเสีย

– ราคาแพงมาก เมื่อเทียบกับฮาร์ดดิสก์
– ความจุต่ำ
– ไม่สามารถกู้ข้อมูลได้หาก SSD เกิดปัญหา
– ไม่แสดงอาการก่อนการเสีย ทำให้ไม่สามารถเตรียมตัวได้เลย
– ความคงทนในการใช้งาน อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า เขียนได้แบบจำกัดจำนวนครั้งต่อ 1 บล๊อก ส่วนอ่านไม่มีปัญหา
จึงได้มีการพัฒนา เทคนิค “Wear-Leveling” ขึ้นมาเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานหน่วยความจำแบบ Flash หลักการทำงาน คือ ทำการกระจาย
การเขียนข้อมูลไปยังทุกๆบล๊อกของหน่วยความจำ เพื่อไม่ให้มีการเขียนข้อมูลซ้ำที่ตำแน่งเดิมบ่อย ซึ่งจะทำให้เสียเร็วกว่าตำเหน่งอื่นๆ
แบ่งเป็น 2 ประเภท

– Static Wear-Leveling เป็นการค้นหาเนื้อที่หน่วยความจำทั้งหมด โดยจะย้ายไฟล์ในบล๊อกที่ใช้งานบ่อย ไปบล๊อกที่ใช้งานน้อยที่สุด โดยจะย้ายทั้งไฟล์ระบบ หรือไฟล์ที่ปกติไม่มีการย้ายหรือเปลี่ยนแปลงที่อยู่
– Dynamic Wear-Leveling คล้ายกับประเภทแรก แต่จะไม่ยุ่งกับพวกไฟล์ระบบ การย้ายและเขียนข้อมูลใหม่จึงทำในส่วนบล๊อคที่เป็นข้อมูลทั่วไปและบล๊อกที่ว่างอยู่ (กระจายแต่ไม่ทั่วทั้งความจุ) ถึงแม้ว่าผู้ผลิตจะมีเทคนิคดังกล่าว แต่ความคงทนในการใช้งาน ก็ยังมีความคลุมเครืออยู่พอสมควร ผู้ผลิตบางที่บอก แสน บางที่บอกล้านครั้ง

ซึ่งแน่นอนว่าในปัจุบันในการใช้ระบบ Server ที่ต้องการความเร็วสูงก็มักที่จะเลือกใช้ SSD และใช้ HDD ในการทำเป็น Backup ซึ่งต้องใช้ความชำนาญในการติดตั้งและวางระบบ ซึ่งเรา Prism มีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมให้บริการ

Asadawut Taveesiriwet

Comments

comments